คำตอบจากดังตฤณ: ฉบับวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๘
ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ถัดไป >> หน้าแรกดังตฤณวิสัชนา
อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป  
ผู้เขียน ข้อความ
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 7:58   ตอบโดยอ้างข้อความ

ซี พิมพ์ว่า:
หลายปีก่อนผมเคยคิดแย่งแฟนคนอื่น ทำเพื่อความสะใจด้วยใจมืดดำมาก ตอนหลัง(เป็นปี)คิดได้เลยวางมือและกล่าวขอโทษ ยังไงก็ตามยังรู้สึกถึงความอึดอัดทึบหัว คิดว่าเป็นสิ่งที่เราสะสมระหว่างที่คิดชั่วๆแน่ จะแก้อย่างไรครับ ผมต้องเจอวิบากอะไรในอนาคตอีกครับ


กรณีทำนองนี้มีขั้นตอนตามลำดับ
๑) ละทิฐิมานะ กล่าวขอโทษด้วยปาก
และคิดด้วยใจว่าเราสำนึกแล้ว และจะไม่ทำอีก (ข้อนี้คุณทำไปแล้ว)
๒) เมื่อเกิดความรู้สึกผิด อัดอัดหนักทึบในหัว
ให้นึกกล่าวขอโทษเขาในใจเงียบๆ
และตั้งใจซ้ำ ว่าเราจะไม่ทำเรื่องพรรค์นั้นอีกจนชั่วชีวิต
และขอให้ความตั้งใจที่ทำได้ตลอดชีวิตจงส่งผล
ไม่ว่าเกิดชาติไหนหนไหน ขออย่าได้ไปคิดแย่งคนรักใครเขาอีก
คุณจะรู้สึกเบาลงทีละน้อยจากการอธิษฐานและทำจริงอย่างนี้
๓) ตั้งใจไว้ว่าถ้าเห็นใครอยากแย่งแฟนใครโดยไม่ชอบธรรม
เราจะเล่าให้เขาฟังว่ากรรมที่เราเคยทำเป็นอย่างไร
ผลคือความรู้สึกผิดและความหนักทึบในหัวเป็นอย่างไร
การทำให้คนอื่นหลุดจากบ่วงบาปได้ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง
จะมีผลให้บาปนั้นอ่อนกำลังลง
และถ้ากำลังบุญที่เป็นปฏิปักษ์กันนั้นเกินบาปไปมากๆ
โดยภาพรวมคือคุณเคยทำบาปเพื่อได้สร้างบุญในระยะยาวแทน


สำหรับผลนั้นก็ตรงไปตรงมาครับ
เคยแย่งของรักของหวงคนอื่น
วันหนึ่งก็ต้องถูกแย่งของรักของหวงของตนเองบ้าง
ขอให้ทำใจไว้ล่วงหน้า จะช่วยแบ่งเบาได้เมื่อเวลามาถึง
และถ้ายิ่งคุณทำบุญมาเกินบาป ทั้งในส่วนความสำนึกผิดและช่วยเหลือคนอื่น
ก็จะยิ่งทำใจได้เร็ว หักห้ามความเศร้าได้ง่าย
หรือทำให้แฟนเปลี่ยนใจไปจากคุณเดี๋ยวเดียวแล้วสงสาร กลับมาหาใหม่
ปัจจัยและรายละเอียดในการทำบุญจะให้ผลตามทิศทางนั้นๆครับ
(คิดแล้วละเหี่ยใจแทนเหมือนกัน
ความรักของคนในโลกทำให้เกิดเรื่องซับซ้อน
อย่างถ้าเขาสงสารคุณ กลับมาหาคุณ แต่ก็ยังมีใจให้คนใหม่
เรื่องก็คาราคาซัง เหมือนอย่างที่เห็นๆกันทั่วไปทุกเมื่อเชื่อวันนั่นแหละ)
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:09   ตอบโดยอ้างข้อความ

แพรว พิมพ์ว่า:
1. ทำงานให้คนอื่นฟรีเพราะอยากช่วยเค้ากับทำงานแล้วได้เงินมา แล้วนำเงินไปทำบุญ อย่างไหนดีกว่ากันคะ


คนละแบบครับ ทำงานให้ใครฟรีๆ ก็ได้บุญคือให้แรงงานหรือสมองเป็นทานแก่คนๆนั้น
ส่วนค่าจ้างที่เขาให้มา ถือเป็นสมบัติส่วนตัวของเรา
เราเอาไปทำบุญกับพระ ก็ได้บุญคือสังฆทาน
เราเอาไปเลี้ยงพ่อแม่ ก็ได้บุญคือกตเวที
เราเอาไปบริจาคเด็กกำพร้า ก็ได้บุญคือสงเคราะห์ผู้ยาก
เราเอาไปเลี้ยงสัตว์ ก็ได้บุญคือเจือจานแก่เดรัจฉาน
หากจะเป็นคนใจดีแบบขาวรอบครบวงจร
ก็ควรทำบุญทุกประเภทตามจังหวะวาระอันควร
ถ้าผู้รับมีทุกประเภท ทั้งที่ต่ำกว่าและสูงกว่าเรา
เราก็จะเป็นที่รักในทุกหมู่เหล่า
และถ้าทำเป็นประจำตลอดชีวิต
ในอนาคตชาติจะเป็นผู้มั่งคั่งแบบไม่มีขีดจำกัด
คือหยิบจับอะไร จะมีคนช่วยเหลือจากทุกวงการ
อยากขายอะไรก็ทำมาค้าขึ้นทุกรูปแบบครับ

อ้างอิงจาก:
2. ส่วนมากจะทำงานให้คนอื่นฟรีๆ พอมีคนขอให้คิดค่าตอบแทน ก็ตกลงเพราะจะได้นำเงินนั้นไปทำบุญ แต่เค้ากลับเบี้ยวเรา หลังจากเวลาผ่านไปนานมาก เค้าบอกว่า
้ได้นำเงินส่วนของเราไปทำบุญ เราจะได้บุญด้วยมั้ยคะ


ถ้าอนุโมทนากับเขาแบบเต็มๆใจเพราะใจคิดให้อยู่ก่อน
ก็ได้อยู่เหมือนกันครับ และเป็นของเราเต็มๆด้วย
เนื่องจากทรัพย์เป็นสิทธิ์ส่วนของเรา
เราสามารถตัดสินใจให้มันแปรรูปไปเป็นบุญประเภทไหนก็ได้
แต่เขาทำแทนแล้วอ้างแบบนี้ หากไม่ประคองใจดีๆก็คงจิตตกบ้าง
ลดทอนส่วนบุญไปบ้าง
ถ้าประคองได้แช่มชื่นเต็มๆก็ได้รับไปเต็มๆ
คนทำโดยพลการเสียอีก อาจไม่ค่อยได้เท่าไหร่
นี่ไม่นับที่ถ้าคิดเล็กคิดน้อย เขาอาจไม่ได้เอาไปทำก็ได้
คราวหน้าจะถือคติหลีกให้ห่างอสัตบุรุษก็ไม่เป็นความผิดหรอกครับ
เลือกช่วยสัตบุรุษที่เขาได้ประโยชน์จากเราคุ้มกว่า
อีกอย่างเป็นการปิดโอกาสไม่ให้เขาต้องก่อนิสัยเอารัดเอาเปรียบ
การเบี้ยวผู้เป็นสัตบุรุษนั้นโทษหนักเอาเรื่องทีเดียวล่ะ
เพราะนอกจากจะติดนิสัยไม่ทำตามสัญญา ไม่รักษาสัจจะแล้ว
ยังโดนข้อหาขโมยของสัตบุรุษอีกโสด
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:19   ตอบโดยอ้างข้อความ

kaoim พิมพ์ว่า:
มีปัญหาว่าการที่เราอ่านบทความ หรือข้อเขียนธรรมะเกี่ยวกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐานมากเกินไป จะทำให้เวลาที่เรากลับไปเจริญวิปัสสนาในชีวิตประจำวัน กับเวลานั่งกรรมฐานเกิดความสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก เพราะบางท่านบอกให้ทำอย่างโง้นอย่างนี้ บางท่านบอกให้พิจารณาโน่นนี่
รู้สึกสับสนมากค่ะ



เป็นเรื่องน่าเห็นใจครับ
หลังพุทธปรินิพพาน
ต่างคนก็ต่างว่ากันไป
ถ้าถามผม ผมจะขอให้ย้อนกลับไปดูว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร
เป็นประกัน หรือเป็นคำตอบสุดท้าย
เพราะถ้าไม่เชื่อพระพุทธเจ้า
เราจะไม่มีใครให้สมควรเชื่อเลย
เนื่องจากทุกคนที่อ้างตัวว่าเป็นพุทธ
ต่างก็ดำเนินตามรอยพระบาทของพระศาสดามาด้วยกันทั้งสิ้น
ถ้าใครอ้างว่าค้นพบทางดีที่สุด ใช่ที่สุด
แต่ค้านกับพระดำรัสของพระศาสดา
ก็แปลว่าเขาเก่งกว่าพระศาสดา
ขอให้ถือหลักตามนี้ในขั้นต้น

ขั้นต่อมา ขอให้ทำความเข้าใจเรื่องความแตกต่างของเส้นทาง
แต่ละคนถือหลักความเชื่อไว้ในมือคนละแบบ
โดยเฉพาะถ้าคุณไปเจอคนหัวแข็ง หัวดื้อ จะถือมติตนเองเป็นใหญ่ตามลำพัง
คุณจะเจอแต่คำว่าผิด ผิด และผิด
มีถูกอยู่คำเดียวคือคำที่เขาพูดเอง คิดเอง เชื่อเอง
ขอให้พิจารณาว่าสิ่งที่เขาเชื่อนั้น ทำให้กิเลสข้อใดลดละลงได้บ้าง
ถ้าอยากเชื่อเขา ก็เลือกเชื่อข้อธรรมที่เขาพูดแล้วทำได้จริง กิเลสลดลงจริง
แต่ถ้าเห็นกิเลสข้อไหนของเขายังไม่ลด หรือยิ่งแข็งกล้ากว่าคนปกติ
อันนั้นก็อย่าเพิ่งไปเชื่อ ขอให้กลับมาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร

การทำกรรมฐานไม่ใช่การสร้างหุ่นยนต์
และไม่ได้อยู่นอกเหนือจากขอบเขตความรู้สึกนึกคิดในชีวิตปกติ
เพราะฉะนั้นอย่าไปมองว่ารูปแบบหรือวิธีผูกมัดอย่างใดอย่างหนึ่งต้องใช่หรือไม่ใช่สำหรับเรา
พระพุทธเจ้าท่านให้หลักไว้ง่ายๆ
ถ้ายังยึดมั่น นั่นคืออุปาทาน อันนั้นไม่ดี
ทำอะไรแล้วยังยึดมั่นแรง ยังโกรธแรง อันนั้นถือว่าไม่ใช่ทั้งหมด
แต่ถ้าไม่ยึดมั่น ถอดถอนอุปาทานได้ อันนั้นดี
ทำอะไรแล้วยังยึดมั่นน้อย โกรธน้อย อันนั้นถือว่าใช่ทั้งหมดครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:23   ตอบโดยอ้างข้อความ

สุปราณี วอง พิมพ์ว่า:

ตัวหนังสือเล็กมาก จนคนแก่ใส่แว่นก็ยังอ่านลำบากค่ะ ขอให้ขนาดของ font ตัวใหญ่ขึ้นอีกสักเท่าตัวจะได้ไหมคะ


พี่น้อยกดปุ่ม Ctrl บนคีย์บอร์ด
แล้วเลื่อนปุ่มสโครลบนเมาส์ขึ้นลง
จะเห็นใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงตามต้องการแบบง่ายๆครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:33   ตอบโดยอ้างข้อความ

ธรา พิมพ์ว่า:
ขอรบกวนถามคุณดังตฤณเรื่องนึง คือ ดิฉันมีปัญหาเจ็บหัวเข่าข้างซ้ายมาเกือบปีแล้ว (โดยเฉพาะเวลาขึ้น-ลงบันได) ไปหาหมอมาหลายครั้ง บอกว่า สะบ้าอักเสบ ทานยาอาทิตย์นึงก็หาย แต่ก็ไม่หายซักที บางทีเหมือนจะหาย แต่ก็กลับเป็นอีก ไม่ทราบว่าจะเป็นเพราะกรรมวิบากหรือไม่คะ แล้วควรปฏิบัติอย่างไรหากเป็นเพราะกรรมเก่าจริง


ถามเรื่องทางกายผ่านเน็ตแบบนี้
ผมไม่กล้าให้คำตอบหรอกครับ
ลองหาหมอเกี่ยวกับกระดูกดีกว่า
กรรมวิบากไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าโรคภัยไข้เจ็บนั้น
มีเหตุได้ทั้งจากฤดูกาล การบริหารร่างกาย การหักโหมงาน
แล้วจึงตรัสถึงกรรมวิบาก

ผมเองมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องกระดูกหรือกล้ามเนื้อ
ก็ไปหาหมอเหมือนกันครับ
แล้วก็ได้เห็นว่าหมอหนึ่งไม่รู้จะทำไงให้หาย
อีกหมอหนึ่งมองฟิล์มเอกซเรย์แล้วฟันธงได้ทันที
แล้วก็แก้ไขได้ค่อนข้างจะตรงจุดด้วย

ขอแนะไว้สำหรับคนอื่นด้วยนะครับ
หมอมีหลายแบบ ทั้งแผนปัจจุบัน แผนโบราณ และหมอทางเลือก
ผมหามาหมด ที่ว่าดังๆ เก่งๆ
บางคนรักษาบางโรคได้จริง แต่ไม่มีใครเก่งไปทุกเรื่อง
เพราะฉะนั้นหมอหนึ่งไม่หายก็อย่าเพิ่งท้อ
ลองดูก่อน และอย่าลองประเภทนั่งทางใน
เอะอะบอกว่าผีเข้าหรือเจ้ากรรมนายเวรตามมาบีบคั้น
เพราะคุณจะไม่โชคดีได้เจอคนรู้จริงง่ายๆ
โดยมากเป็นพวกสิบแปดมงกุฎมากกว่าอย่างอื่น
และถ้าเจอคนรู้จริงเรื่องกรรมวิบาก
คุณก็จะไม่เห็นเขาช่วยด้วยวิธีง่ายๆ
ประเภทเอาน้ำมนต์เสกพรวดเดียวหายขาด
เพราะถ้าวิบากเป็นเรื่องง่ายแบบไม่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
ป่านนี้พระพุทธเจ้าคงเสกให้ทุกคนพ้นจากความป่วย ความเจ็บ
ทำลายวิบากมืดของทุกคนให้สลายไปกันหมดแล้วครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:40   ตอบโดยอ้างข้อความ

Anonymous พิมพ์ว่า:
1จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรค่ะ จึงจะสามารถเอาชนะความหวาดกลัว,อ้างว้าง หดหู่ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเราได้ และสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุข


คนเรา เกือบร้อยทั้งร้อยหวังพึ่งพาคนอื่น
ในขณะที่คนอื่นก็วิ่งโร่หาที่พึ่งทางใจกันอยู่อย่างจ้าละหวั่น
ต่างฝ่ายต่างเป็นได้แค่คนใกล้จมน้ำที่โผเข้ากอดคอกัน
มันก็พากันจมเท่านั้นแหละครับ

ต้องหาที่อยู่ให้จิต หาที่พึ่งให้ใจ
สร้างความอบอุ่นด้วยการให้ความอบอุ่น
จะเป็นคนยาก เด็กอนาถา หรือจะเป็นสัตว์เลี้ยงก็ได้
ถ้าคุณทำให้คนจำนวนมากหายกลัว หายหดหู่
คุณจะไม่รู้จักความกลัวและความหดหู่อีกเลย
มีศูนย์ขอความช่วยเหลือมากมาย
แต่ไม่ค่อยมีใครแล เลยไม่ค่อยมีใครรู้แหล่งทำบุญกับคนและสัตว์
ลองหาๆดูเถอะครับ อย่าให้ลิสต์รายชื่อเลย เดี๋ยวจะเป็นการลำเอียง


และถ้าอยากอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข
คุณไม่มีประตูเลี่ยงอื่น
ต้องใช้ลมหายใจเป็นเพื่อน
และก่อนอื่นคุณต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ "วิธีมีเพื่อน" แบบนี้ให้ดี
เมื่อเข้าใจและยอมรับ คุณจะอยู่คนเดียวได้อย่างมีความสุขที่สุดในโลก
ขอแนะนำให้อ่านวิปัสสนานุบาลกับ ๗ เดือนบรรลุธรรมนะครับ
อ่านได้ทั้งหมดที่ dungtrin.com

อ้างอิงจาก:

2. มักจะประสบกับความผิดหวังในเรื่องความรักตลอดมา พบแต่ผู้ที่ไม่มีความหนักแน่นมั่นคงในจิตใจตลอดมา จะต้องปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะพ้นวิบากกรรมนี่ไปได้


ลองเปลี่ยนมุมมองใหม่
ตั้งโจทย์ใหม่ว่าทำอย่างไรจึงจะใช้วิบากข้อนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ใช้มันผลักดันเราให้ไปพบกับสิ่งดีที่สุด ประเสริฐที่สุด

ถ้าเฉพาะคำถามข้อนี้
ลองอ่านกรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่ ดูนะครับ
อ่านได้ที่ dungtrin.com เช่นกัน
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:52   ตอบโดยอ้างข้อความ

อยากรู้ พิมพ์ว่า:
-ผมอายุ29มีปมด้อยเห็นได้ชัดคือตัวเล็กมากตั้งแต่เกิด ช่วงเป็นเด็กมักโดนเพื่อนแกล้ง ตอนวัยรุ่นออกกำลังกายและทานอาหารเหมือนๆคนอื่นก็โตได้เท่านี้ สูง/หนัก~ 160/40 ปัจจุบันถ้าทานมากๆจะปวดท้องมากไม่เกินชั่วโมงก็ท้องเสียออกมา ไม่สบายบ่อย**ชาตินี้มีโอกาสเพิ่มนน.สัก10กก.ได้หรือเปล่า&ต้องทำบุญอะไรให้มากครับ


ร่างเล็กบางจนเป็นปมด้อยนั้น
พิจารณาดูที่ความรู้สึก
ก็คือเป็นผู้มีกำลังน้อย เป็นเบี้ยล่างทางกำลัง เป็นชายแบบไม่สมชาย

แต่ขอให้สังเกต คนตัวเล็กบางคนไม่มีใครอยากแกล้ง
การถูกกลั่นแกล้งแสดงให้เห็นว่าเราดูจ๋องๆน่ารังแก
อันนี้เพราะวิบากเก่าที่เคยไปรังแกคนอื่นไว้มาก
วิบากมันบีบอัดให้ร่างเราเล็ก แถมบีบจิตให้หดหู่เป็นที่น่ารองมือรองเท้า

การแก้ไขเฉพาะหน้า คือคุณต้องทำจิตให้ใหญ่
เป็นฝ่ายกล้าให้ เป็นฝ่ายกล้าหยิบยื่น
ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมาก แต่ขอให้ทำเป็นประจำ
นอกจากนั้นเป็นฝ่ายช่วยเหลือปกป้อง
ไม่จำเป็นต้องใช้แรงกาย แค่เข้าร่วมโครงการรณรงค์
หรือมีส่วนช่วยเหลือทางใดทางหนึ่ง
ประเภทมูลนิธิช่วยเด็ก สตรีให้พ้นจากขบวนการค้ามนุษย์

นอกจากให้ทานอย่างใหญ่ ก็ควรรักษาศีลอย่างใหญ่
คือกล้าที่จะประกาศว่ายอมตายดีกว่ายอมศีลขาด
และเมื่อบำเพ็ญทานและศีลไปได้กว้างยาวลึกมากพอ
ก็ขอให้ทำสมาธิจนจิตใจหนักแน่น
หากมีวาสนาทำได้ถึงฌาน คุณจะเห็นโลกเหลือใบเท่าผลไม้ในมือ

เมื่อแก้ไขที่ใจด้วยทาน ศีล ภาวนาดังกล่าว
คุณจะได้ผลพวงต่อไปในอนาคตโดยอัตโนมัติ
เพราะถ้าคุณช่วยปกป้องคน รักษาศีลได้ดีไม่คิดเบียดเบียนใคร
กับทั้งมีจิตหนักแน่นในบุญกุศล
อนาคตเมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์อีก คุณจะมีร่างกายกำยำแข็งแรง
ไม่มีทั้งปมด้อยและปมเขื่อง และเป็นสุขกับการเป็นผู้ไม่มีปมปัญหาครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 12:59   ตอบโดยอ้างข้อความ

Anonymous พิมพ์ว่า:
อ่านกรรมพยากรณ์ทั้งสองเล่มแล้วค่ะ อยากทราบว่ามีหมอดูอย่างหมออุปการะจริงรึเปล่าคะ พบได้ที่ไหน ตอนนี้รู้สึกชีวิตสับสนมาก เผื่อจะช่วยชี้ให้เห็นถึงกรรมวิบากของเรา และสิ่งที่ต้องเตรียมตัว


ลองไปที่ซีคอนสแควร์ ถามหาหมอพีดูก็แล้วกันครับ
(ทั้งห้างมีโต๊ะหมอดูไม่กี่โต๊ะหรอก)
ไม่ได้เก่งขนาดหมออุปการะ
แต่ก็ดีกว่าหมอดูทั่วไปที่โยงโหราศาสตร์เข้ากับกรรมวิบากได้
แล้วก็มีเซนซ์นิดๆหน่อยๆ
แต่บอกไว้อย่างหนึ่งว่าถ้าอยากเข้าหาหมอดูประเภทนี้
คุณต้องเตรียมใจไว้ด้วยว่าเขาอาจรู้ในสิ่งที่คุณไม่อยากให้รู้
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:02   ตอบโดยอ้างข้อความ

Ning พิมพ์ว่า:

มีโอกาสพี่ตุลย์แวะไปเยี่ยมบล๊อก Ning ได้นะคะ
่ช่วยคอมเมนต์ด้วยก็ดีค่ะ ว่าหนทางนี่เป็นทางที่ถูกหรือไม่ขอบคุณค่ะ


อนุโมทนากับหัวใจที่แบ่งปันความสว่างครับน้องหนิง
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:04   ตอบโดยอ้างข้อความ

littlelion พิมพ์ว่า:
1

ที่พระพุทธเจ้า ระบุอาชีพที่ชาวพุทธไม่ควรทำมี 5 อย่างแต่รู้สึกว่าไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็จะมีความไม่สะอาดอยู่เหมือนกัน คือ เป็นทหาร แล้วฆ่าศัตรูตาย ก็ไม่มีเหตุที่จะละเว้นกรรม เป็นผู้พิพากษา ตัดสินตามเอกสาร
เขาไม่ผิดจริง เราก็ผิด(ทางกรรม)

...กรรมเป็นสิ่งทำให้เราเลือกอาชีพนั้น ทำไงดีจะไม่สร้างกรรมต่อ


บวชพระครับ
และต้องบวชจนถึงมรรคผลนิพพานขั้นสุดท้ายด้วย
ไม่อย่างนั้น ทำอาชีพอะไรก็ต้องสร้างกรรมในทางใดทางหนึ่งทั้งนั้น
และมีโอกาสพลิกผันไปประกอบกรรมเบียดเบียนทั้งนั้น
คิดง่ายๆว่าถ้าคุณเป็นครู แต่อยู่ในช่วงสงคราม
เขาเกณฑ์คุณออกรบ คุณก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธแล้ว
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:07   ตอบโดยอ้างข้อความ

littlelion 2 พิมพ์ว่า:
เพราะอาชีพได้กำหนดหน้าที่มา อันนี้ถือว่าทุกหน้าที่ได้ทำหน้าที่ของตนด้วยความสุจริตนะคะ
จริงๆ เปรียบเทียบ ผู้พิพากษา กับ แม่ค้า ถือว่า ผู้พิพากษาต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงกรรมดำมากกว่าแต่สังคมก็ต้องมีทุกอาชีพใช่ไหม
อะไรเป็นผู้กำหนดให้คนนี้ต้องเกิดมาเพื่อทำอาชีพนี้ แล้วเขาจะไปจากวงจรนี้ได้ไง


เคยทำอาชีพทำนองไหนมา
ก็จะมีใจรักให้ทำอย่างนั้นต่อครับ
แต่เด็กบางคนเลือกเรียนหมอเพราะอยากได้เงิน อยากเป็นที่ยอมรับ
หรือบางคนอยากเป็นตำรวจเพราะจะได้มีอำนาจ
อันนี้พอทำๆไปแล้วก็จะไม่เจอความสุขที่แท้จริง

การออกจากวงจรอาชีพใดอาชีพหนึ่ง
ก็อาศัยเหตุผลธรรมดาๆครับ
เช่นพิจารณาเห็นโทษ แล้วก็เกิดความแหนงหน่าย
คลายความยินดีกับการประกอบอาชีพนั้นๆ
แล้วหันออกไปหาสิ่งอื่นที่ดีกว่ากันและทำได้จริง
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:09   ตอบโดยอ้างข้อความ

สุชาดา พิมพ์ว่า:
ทำอย่างไรไม่ให้ท้อถอยในการปฏิบัติธรรมเพราะดูเหมือนไม่ก้าวหน้าคือยังไม่นิ่ง ไม่สงบ ไม่เกิดปัญญา แม้พยายามมองว่ามันเป็นไตรลักษณ์แล้วก็ตาม


วิธีเดียวที่จะไม่ท้อ ก็คือปฏิบัติให้ได้ผล
วิธีเดียวที่จะปฏิบัติได้ผล ก็คือปฏิบัติให้ถูก
วิธีปฏิบัติได้ถูก ก็คือได้รับคำชี้นำจากผู้รู้จริง
วิธีมั่นใจว่าใครรู้จริง ก็คือเทียบเคียงกับพระผู้รู้แจ้ง คือพระพุทธเจ้าครับ

เมื่อปฏิบัติถูกปฏิบัติตรง
ความต่อเนื่องคือความก้าวหน้า
แต่ความก้าวหน้าอาจมีขึ้นมีลง
เพียงไม่หยุด วันหนึ่งก็จะเกิดความอิ่มใจในการปฏิบัติ
เมื่ออิ่มใจก็ไม่ท้ออีกต่อไปแล้วครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:13   ตอบโดยอ้างข้อความ

SK พิมพ์ว่า:
เป็นไปได้ไหมครับ ที่คนคนหนึ่งเมื่อชาติที่แล้ว มาเกิดเป็นคน 2 คนในชาตินี้ คนบอกผมว่าผมกับน้องสาวผม เคยเป็นสามีภรรยามาก่อน(ปู่กับย่า) ตอนที่ปู่ตาย ย่านำเอาเขม่ามาทาบริเวณแขนของปู่และทาบกับแขนตัวเอง มาชาติปัจจุบัน ผมกับน้องสาวมีปานที่แขนเหมือนกัน และมีลูกพี่ลูกน้องอีกคนเป็นผู้หญิง ก็มีคล้าย ๆ กันแต่จาง


เคยดูเรื่อง little buddha ก็มีความเชื่อแบบนี้
คือสังฆราชองค์เดียว ชาติต่อมาเกิดเป็นเด็ก ๓ คน
พิจารณาจากแค่หลักกรรมวิบากก็เป็นไปไม่ได้แล้วครับ
ลองติดตามดูการรับวิบาก
ลองติดตามดูพัฒนาการของกรรม
คุณจะไม่พบว่าใครซ้ำรอยใครได้เป๊ะๆเลย
ต่อให้เกิดวินาทีเดียวกันก็ตาม
นี่ยังไม่นับถึงการมีจิตรับรู้อารมณ์คนละอย่าง
เห็นต่างกัน ได้ยินต่างกัน

สรุปคือเป็นไปไม่ได้ครับ
เป็นความเชื่อที่ไม่ยืนอยู่บนหลักความจริงใดๆ
นับว่าเหลวไหลและไม่ควรใส่ใจ
การมีอะไรเหมือนๆกัน เป็นไปได้ว่าเคยไปทำอะไรร่วมกันมา
แต่ไม่ใช่เครื่องหมายว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นคนเดียวกันหรอก
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:16   ตอบโดยอ้างข้อความ

ใบเตย พิมพ์ว่า:
เรียน พี่ตุลย์ ค่ะ

ความประพฤติของวัยรุ่นในปัจจุบันนี้ เป็นที่น่ากลัวมากนะคะ เช่น ข่าววันนี้นักเรียนหญิงอายุ 14 ปี มีความสัมพันธ์กับรุ่นพี่ ด้วยความเต็มใจ เฮ่อ ได้ยินข่าวอย่างนี้ แล้วนึกถึงลูกหลานของตัวเองค่ะ ขอรบกวนพี่ตุลย์แนะนำวิธีการดูแลเด็กๆ ที่เข้าสู่วัยรุ่นให้มีความประพฤติที่น่ารักด้วยนะคะ


หลานๆผมอยู่กับครอบครัวที่ดี เลื่อมใสธรรมะ
ไม่มีปัญหาเหล่านี้เลยครับ
ผมเชื่อว่าคำแนะนำที่ดีที่สุดไม่ใช่มีให้กับเด็ก
แต่มีให้กับพ่อแม่โดยตรง
ถ้าพ่อแม่มีใจเป็นธรรม พูดเป็นธรรม ทำเป็นธรรม
ต่อให้ลูกเคยมีพื้นไม่ดี ก็ถูกปรับใหม่ให้กลายเป็นดีได้
อันนี้พูดจากการเฝ้าสังเกตเด็กมาหลายคนนะครับ
ขึ้นไปข้างบน
ดังตฤณ
Site Admin



ตอบเขียนเมื่อ: Friday 02 Sep 2005 1:23   ตอบโดยอ้างข้อความ

kvh พิมพ์ว่า:
เรียนถามคุณดังตฤณเรื่องกรรมครับ พ่อแม่ทำกรรมอันใดไว้ถึงมีลูกเป็นเด็กปัญญาอ่อน ผมมีญาติที่มีลูกชายเป็นเด็กออทิสติก พ่อแม่เด็กเคยทำอาชีพเกี่ยวกับอบายมุข ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ให้หลงใหลการพนัน (sloth machine) ใช่เป็นเพราะทำอาชีพแบบนี้หรือเปล่าครับ และพ่อแม่เด็กควรทำอย่างไร


มีได้หลายสาเหตุครับ เช่น เคยผูกกรรมกับคนปัญญาอ่อนมาโดยตรง
เช่นคนจ้างวานเผาโรงเรียน จะได้เกิดเป็นเด็กปัญญาอ่อน
คนมีส่วนรู้เห็นหรือแม้ชื่นชมให้กำลังใจ ก็อาจได้เป็นพ่อแม่เด็ก
(ไม่นับพวกหยิบยื่นความช่วยเหลือนะครับ พวกนั้นก็เข้าข่ายต้องปัญญาอ่อนเหมือนกัน)

วิบากหลายๆอย่างนั้น ให้เจาะจงตายตัวไม่ได้หรอกครับ
พูดได้แค่กว้างๆ ว่าไปบั่นทอนปัญญาเขา
หรือแม้ทำให้เขาเจ็บใจ รู้สึกปัญญาน้อย
ทำบ่อยๆก็มีปัญหาเกี่ยวกับสติปัญญาโดยตรงได้

ส่วนเรื่องอบายมุขนั้น ถ้าเอาที่เกี่ยวกับเรื่องสติปัญญาโดยตรง
จะเป็นเรื่องของการร่ำสุรายาเมา
ยิ่งถ้าเป็นพิษสุราเรื้อรัง โอกาสจะเกิดใหม่สติไม่ค่อยดีนั้นมีสูง
แต่ถ้าพูดเฉพาะเรื่องการพนัน
ผลจะออกทางเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน
และลากจูงอบายมุขข้ออื่นๆมาเป็นของแถม
การพนันไม่ใช่ตัวบ่อนทำลายสติปัญญาโดยตรงครับ
นักพนันตัวยงบางคนฉลาดเป็นกรดด้วยซ้ำ
แต่ก็ฉลาดแบบที่ต้องวนเวียนอยู่ในสถานที่สกปรก
เต็มไปด้วยกลิ่นเหล้า บุหรี่ นารี กีฬาคนโฉดไปเรื่อยๆ
ขึ้นไปข้างบน

ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ถัดไป
หน้า 1 จาก 7

 
>> หน้าแรกดังตฤณวิสัชนา
ไปที่:  
Admin Log in

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group