| อ่านหัวข้อก่อนหน้า :: อ่านหัวข้อถัดไป |
| ผู้เขียน |
ข้อความ |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:12 |
|
|
| ดี พิมพ์ว่า: | | การที่คนเราจะเป็นเนื้อคู่กันต้องมีการเกื้อกูลกันในอดีตชาติและในชาติปัจจุบัน ซึ่งมีความหมายครอบคลุมถึงไหนคะ เช่นต้องทำบุญร่วมกันอย่างสม่ำเสมอหรือแค่เคยใส่บาตรร่วมกัน 1-2 ครั้ง จะทำให้มาเจอกันในชาติต่อไปมั้ยคะ แล้วถ้าชาติก่อนเราไม่เคยทำบุญร่วมกับใครเลยก็แสดงว่าในชาตินี้เราจะไม่มีเนื้อคู่เลยใช่มั้ยคะ |
ตัดประเด็นที่ว่าเราไม่เคยทำบุญร่วมกับใครมาทิ้งไปเลยครับ
ระหว่างการเกิดตายเป็นอนันตชาติในสังสารวัฏของพวกเรานั้น
ไม่มีทางที่เราจะไม่เคยทำบุญร่วมกับใครมาเลย
หากคุณเข้าใจว่าบุญคืออะไร ร่วมทำบุญคืออะไร ความสงสัยนี้จะหมดไปแน่
เมื่อกล่าวถึงการทำบุญร่วมกัน ใครๆก็มักนึกถึงการใส่บาตรพระร่วมกัน
เพราะนั่นเป็นภาพที่เห็นง่าย แล้วเราก็ได้รับรู้ผ่านหนังผ่านละครบ่อยๆ
ความจริงบุญมี ๓ ชนิดคร่าวๆ ได้แก่
๑) ทาน
๒) ศีล
๓) ภาวนา
หากคุณไม่เคยให้ทานร่วมกับใครเลย
แต่เคยต้องอยู่กับใครสักครู่
แล้วต่างฝ่ายต่างซื่อสัตย์ต่อกัน
ไม่โกหกกัน ไม่นอกใจกัน แค่นั้นก็จัดเป็นการทำบุญว่าด้วยการรักษาศีลร่วมกันแล้ว
และถ้าหากคุณเคยชอบฟังธรรมะของครูบาอาจารย์องค์ไหน
แล้วชักชวนคนใกล้ตัวให้ไปฟังตาม
เสร็จแล้วเขาเกิดถูกอัธยาศัยกับธรรมะเพื่อการพ้นทุกข์ของครูบาอาจารย์ที่คุณพาไป
เขาเกิดความเลื่อมใสและนึกขอบคุณคุณ
หันมาปฏิบัติธรรมตามคุณบ้าง
แม้เพียงนิดๆหน่อยๆ แค่นั้นก็จัดเป็นการร่วมบุญในแง่การภาวนา
อันมีผลให้ผูกพันทางวิญญาณอย่างแน่นแฟ้นใหญ่หลวงแล้ว
คราวนี้ดูในแง่ที่ว่าทำด้วยกันแค่ไหนถึงจะเป็นคู่บุญ
จากที่พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัส
ว่าหญิงชายจะพบกันทั้งชาตินี้และชาติหน้า
ก็เพราะมีเหตุ คือต่างฝ่ายต่างมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาเสมอกัน
คำว่า "เสมอกัน" นั้น อย่างน้อยที่สุดคือร่วมยินดีไปในแนวความเชื่อเดียวกัน
มีใจปรารถนาจะรักษาศีล มีใจอยากสละให้ และอย่างน้อยพูดภาษาเดียวกันรู้เรื่อง
ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งเสนอ อีกฝ่ายนอกจากไม่สนองแล้วยังเอาแต่ขัดๆๆ
ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธเจ้ายังเคยตรัสว่าความรักจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยเหตุสองประการ
ประการแรกคือเคยอยู่ร่วมกันมาในอดีตชาติ
ประการที่สองคือชาตินี้ได้เกื้อกูลกัน
นั่นแหละความรักอย่างลึกซึ้งถึงจะเกิดได้
มองด้วยข้อสรุปนี้ คู่บุญตัวจริงก็คือคนที่เคยคิดดี พูดดี ทำดีต่อกันมาก่อน
รวมทั้งมีศรัทธาไปในทางเดียว แข็งแรงในศีลข้อเดียวกัน
มีใจคิดสละประมาณเดียวกัน และอย่างน้อยต้องพูดกันรู้เรื่องประมาณเพลินคุยได้ไม่รู้เบื่อ
ประเภทใส่บาตรครั้งสองครั้ง อาจมีผลให้เกิดความรู้สึกปิ๊งๆบ้าง
แต่จะไม่มีเหตุปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนให้ได้พบกันบ่อยๆ
ได้เกื้อกูลกันโดยปราศจากอุปสรรคขัดขวางอย่างสิ้นเชิง
พูดง่ายๆว่าต้องสร้างปัจจัยใหม่กันเหนื่อยพอดูครับ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:12 |
|
|
| ญ พิมพ์ว่า: | ดิฉันชื่ินชอบหนังสือเสียดายคนตายไม่ได้อ่านของคุณดังตฤณมากและอยากจะให้คนอื่นที่รู้จักได้อ่าน ถ้าดิฉันจะขออนุญาติ Download จาก Web แล้วเขียนลง CD แล้วมอบให้แก่คนรู้จักจะเป็นการสมควรหรือไม่คะ รบกวนคุณด้งตฤณช่วยตอบด้วยค่ะ
ขอบคุณค่ะ |
เอาเลยครับ อนุญาตและอนุโมทนา
ถือว่าสร้างความรู้สึกดีๆร่วมกันครับ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:12 |
|
|
| เอ พิมพ์ว่า: | คนโทสะจริตคือมักเจอสิ่งขัดใจ(แล้วไม่โยนิโสมนสิการ) คนมักเจออุปสรรคสิ่งขัดใจเพราะกรรมไม่ดี ถ้างั้นคนโทสะจริตมาจากภพต่ำคนราคะจริตมาจากภพสูงเหรอฮะ ดูไม่น่าใช่เพราะคนราคจริตที่ร้ายสุดๆก็เยอะ  |
การจะมีราคะจริต โทสะจริต หรือโมหะจริต
ไม่ได้เป็นเครื่องหมายบอกว่าเขามาจากที่ต่ำหรือที่สูง
แต่เป็นสัญญาณบอกว่าถ้าเขาไม่เปลี่ยนแปลงจริตเสียๆนั้นให้ทันก่อนตาย
ก็มีแนวโน้มที่จะไปต่ำลงกว่าความเป็นมนุษย์
หรือแม้จะเป็นมนุษย์ก็โน้มเอียงที่จะไปเกิดในตระกูลต่ำ
หรือฟลุกที่สุดยังบุญมากกว่าบาป ได้ไปเกิดเป็นเทวดา
ก็จะไม่ใช่เทวดาที่มีรัศมีเรืองรองกว้างขวางนัก
(เทวดาจะริษยากันเรื่องรัศมีทิพย์ยิ่งกว่ามนุษย์อิจฉากันเรื่องสง่าราศีหลายร้อยเท่า)
พวกราคะจริตนั้นแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทคร่าวๆ
คือมักมากในกามไม่เลือกหน้าแบบสำส่อน โดยยังไร้คู่
และมักมากในกามไม่เลือกหน้าทั้งมีคู่ครองแล้ว
กับมักมากในกามเฉพาะกับสามีหรือภรรยาตน
สำหรับประเภทสำส่อนแบบไร้คู่
จิตวิญญาณจะเหมือนชุ่มด้วยน้ำกาม
มีความอ่อนแอ ยอมทำบาปง่าย มีความแส่ส่ายกระวนกระวายไม่เป็นสุข
ชักนำไปอยู่ในแหล่งอบายมุขและพวกสำส่อนด้วยกัน
ถ้าสำส่อนอยู่ทั้งชีวิต โดยที่ทำบุญด้านอื่นพอที่ชาติใหม่จะได้เกิดเป็นมนุษย์
ก็จะพลัดไปอยู่ในดงกาม มีโอกาสเป็นหญิงมากกว่าชาย
มีพ่อแม่ที่ให้คำแนะนำผิดๆเกี่ยวกับเรื่องกาม
เช่นส่งเสริมให้ลูกดูหนังโป๊ตั้งแต่เด็กๆ
แล้วก็พร้อมจะโตขึ้นเป็นคนมั่วๆได้อีก
แต่ถ้าความสำส่อนนั้นมากพอจะก่อให้เกิดความเห็นผิดเป็นชอบเพราะกามบังตา
แม้มีคู่ครองแล้วก็ยังประพฤติผิดทางเพศเป็นอาจิณ
อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าก่อความเดือดร้อนกระวนกระวายให้ตนเองในภพปัจจุบัน
และสร้างไฟนรกร้อนเตรียมรอรับไว้ในภพหน้า
สำหรับคนโทสะจริตก็แบ่งได้เป็นหลายแบบอีก
คือโกรธง่ายแต่เก็บความโกรธไว้กับตัว
โกรธง่ายแล้วพูดพล่ามเสียดแทงผู้อื่น
กับโกรธง่ายแล้วก่อให้เกิดความเสียหายอย่างเป็นรูปธรรม
ถ้าโกรธง่ายแล้วเก็บไว้กับตัว
จะทำให้ชาติต่อไปผิวพรรณทราม แลไม่งามตา
ไม่ค่อยมีราศีเฉิดฉายโดยธรรมชาติ
ส่วนคนโกรธง่ายแล้วพูดพล่ามเสียดแทงผู้อื่น
นอกจากผิวไม่งามแล้วยังเจอบุคคลและเหตุการณ์ทิ่มแทงใจให้เจ็บปวดเรื่อยๆ
และสำหรับคนโกรธง่ายแล้วก่อให้เกิดความเสียหาย
ก็มักเดือดเนื้อร้อนใจจากการที่ข้าวของพังประจำ
สรุปคือถ้ามีราคะจริตหรือโทสะจริตก็ไม่ดีทั้งนั้นครับ
ถึงทำบุญมากขนาดได้ขึ้นสวรรค์ ก็เป็นแค่เรื่องสบายชั่วคราว
ถ้าเกิดใหม่เป็นมนุษย์ก็ต้องลำบากในทางใดทางหนึ่งอีกแน่นอน
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:12 |
|
|
| Nashvi พิมพ์ว่า: | | หนูต้องทนอยู่บ้านกับพ่อที่ทำร้ายจิตใจและชอบนึกถึงแต่ลูกคนอื่นที่ไม่เคยช่วยงานเขาเลยดีไม๊หนูต้องตัดใจทำในอาชีพที่ไม่ชอบเพียงเพราะสงสารเขาที่ไม่มีลูกคนไหนทนเขาได้หนูต้องทนร้องไห้เพราะเขาแทบทุกวันเนื่องด้วยคำพูดและการกระทำของพ่อ หนูจะทำยังไงดีคะ เขาไม่เคยแคร์ความรู้สึกหนูทั้งยังลำเอียง ให้พี่น้องคนอื่น |
เรื่องน่าน้อยใจทำนองนี้มีเหตุมีผลที่ตรงไปตรงมาครับ
เราเคยเลี้ยงลูกแบบไม่ยุติธรรม
ก็เลยต้องมาเสวยความไม่ยุติธรรมแบบเดียวกันบ้าง
วิธีแก้ให้ได้ผลภายนอกเป็นความเปลี่ยนแปลงทันใจคงไม่มี
แต่แก้ให้ผลภายในเกิดขึ้นกับใจเราแตกต่างไปนั้น อันนี้มีอยู่
คือคุณทำใจว่าโลกเขากำลังแสดงความไม่ยุติธรรมให้ดู
คุณแค่รับบทดู อย่าไปร่วมบทกับโลก
นอกจากนั้น ถ้าอธิษฐานอย่างนี้ คุณจะรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆจริงๆครับ
คิดย้ำๆว่าเราให้คนอื่นอยุติธรรมกับเรา แต่เราจะไม่อยุติธรรมกับคนอื่น
ด้วยความตั้งใจที่แน่วนี้ และไม่ถือโกรธ ไม่ผูกใจเจ็บใคร
เราขอใช้กรรมเก่าให้หมด
คุณจะค่อยๆเห็นอะไรสดใสและรู้สึกดีขึ้นอย่างน่าแปลกใจเชียวครับ ลองเถอะ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:13 |
|
|
ทำทานให้สม่ำเสมอ
รักษาศีลดีๆ
แล้วก็อย่าเลิกภาวนา แค่นี้ก็ช่วยพี่ได้เยอะแล้ว
| ศดานัน พิมพ์ว่า: | พี่ตุลย์คะ กราบสวัสดีค่ะ
ขออนุโมทนาในกำลังใจและความเมตตาของพี่ตุลย์ด้วยค่ะ
ถ้ามีอะไรที่แก้วพอจะช่วยแบ่งเบาได้บ้าง แก้วยินดีมากๆเสมอนะคะ
รักษาสุขภาพด้วยค่ะ
 |
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:13 |
|
|
| อสุรพันธุ์ พิมพ์ว่า: | | การทำโทษลูกด้วยการตีนั้น บาปหรือไม่ครับ ถ้าบาปเราจะสอนเขาอย่างไร เพราะเขาไม่ยอมเชื่อฟังเราเลย และการดุว่าเขาแบบเสียงดังเหมือนขู่บ่อยๆนั้นจะเป็นการสะสมโทสะของเราหรือไม่ |
ถึงวันนี้ การมีลูกเป็นเรื่องน่าเห็นใจมากครับ
เพราะเด็กรุ่นใหม่เลี้ยงให้สงบเยือกเย็น น่ารักน่าเอ็นดูนั้นยากเหลือเกิน
เนื่องจากสิ่งกระตุ้นรอบข้างเจืออยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะเข้มข้น
และเมื่อลูกไหลออกมาจากท้องแล้ว
จะเปลี่ยนใจจับยัดคืนที่ก็ไม่ได้
ถูกใจไม่ถูกใจขอเปลี่ยนไม่ได้เหมือนสินค้าเสียด้วย
เรื่องตีลูก ก็สะท้อนให้เห็นถึงความมีเวรกันระหว่างสังสารสัตว์ครับ
อยู่ในสังคม จะนอกบ้านหรือในบ้าน ก็หนีไม่พ้นความกระทบกระทั่งกันและกัน
ต้องเบียดเบียนกันมากบ้างน้อยบ้าง
เบียดเบียนเยี่ยงศัตรูบ้าง เบียดเบียนเยี่ยงญาติบ้าง
ขอให้มองตามจริง ว่าการทำให้คนอื่นเจ็บกายเจ็บใจนั้น
เป็นการทำให้เกิดทุกขเวทนาทางกายและทางใจ
เมื่อให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นยากจะไม่ย้อนกลับถึงตัว
อีกประการหนึ่ง การให้ทุกข์แม้ทางกาย
ย่อมเพาะเชื้อของความเกลียด หรือความกลัว หรือทั้งสองขึ้นในใจอีกฝ่าย
อย่างไรก็ดี ให้มองตามจริงอีกเช่นกัน
ตามสำนวนรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนั้น
ถ้าไม่มีความหมายอยู่เลยก็คงไม่จดจำกัน
มนุษย์นั้นเหมือนม้าพยศ
หากไม่มีมาตรการกำราบเสียบ้าง
ก็อาจดิ้นหนีหรือทำเรื่องร้ายตามสัญชาตญาณไม่สิ้นสุด
หากทำโทษด้วยความปรารถนาดี ไม่อยากให้เขาเป็นภัยแก่ตนและคนอื่น
อันนั้นก็คือเจตนาที่เป็นบุญ
กล่าวได้ว่าการตีลูกนั้น ถ้าหากมีสติครบถ้วน ไม่เจือด้วยโทสะเลย
หวังจะให้นั่นเป็นมาตรการเพื่อความถูกต้อง
ก็อาจเป็นบุญ ๗๕% เจืออยู่ด้วยบาป ๒๕%
แต่หากตีด้วยความโกรธ ความถืออำนาจเป็นใหญ่เต็มที่
อย่างนั้นก็เป็นบาปเต็ม ๑๐๐% ครับ
เรื่องการสะสมโทสะของเราเอง ก็อย่างที่คุณคิดครับ
ทำร้ายร่างกายคนอื่น ต่อให้สติดีอย่างไร
วันต่อวันมันก็ต้องมีกลิ่นไหม้และความมืดของโทสะแทรกซึมเข้ามาสู่หัวใจเราบ้าง
ไม่มากก็น้อย หรืออาจจะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อวันเดือนปีผ่านไป
ทางแก้...
ในระยะยาวอย่าหวังแค่สอนอย่างเดียว
คงจำเป็นต้องป้อนอะไรที่เป็นกระแสความดีเข้าสู่จิตใจเขาเรื่อยๆ
นับจากตัวพ่อแม่เองต้องไม่ทะเลาะกันให้เด็กเห็นเด็ดขาด
ถ้าอยากให้ได้ผลไว ต้องหมั่นทำบุญใส่บาตรให้เขาเห็น
ให้เขามีใจน้อม มีความอ่อนโยน
นำเขาสวดมนต์ไม่ขาด แล้วก็ชี้ให้เขาเห็นแรงบันดาลใจดีๆในสังคม
อย่าให้เขาเข้าใกล้วีดิโอเกมโหดๆ ฯลฯ
พูดง่ายๆแบบรวบรัดคือป้อนแต่เหตุปัจจัยด้านดีเข้าสู่จิตใจเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
แล้วก็ขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้รับเชื้อร้ายจากโลกร้อนในปัจจุบัน
ถ้าขวางอย่างสิ้นเชิงคงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นมากที่สุดเท่าที่ความเป็นคุณจะอำนวยแล้วกันครับ
เด็กนั้นเคยเป็นคนอื่นมาก่อน ตอนนี้เขาอยู่ในความรับผิดชอบ อยู่ในมือคุณ
ก็ต้องดูกันต่อไปว่าคุณจะปั้น หรือเปลี่ยนเขาให้เป็นผู้พร้อมจะไปดีได้แค่ไหน
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:13 |
|
|
| พอใจ พิมพ์ว่า: | ขอถามข้อนึงนะคะ การที่เรามีผิวแพ้ง่าย (แพ้สารเคมี,แสงแดด,ไอร้อน,ฝุ่น) ถือว่าเราทำกำลังชดใช้กรรมหรือเปล่าคะ
|
มีเหตุปัจจัยได้ทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายนามครับ ถ้าฝ่ายรูปนั้น แพทย์จะมีคำเรียกความไวของผิวชนิดนี้โดยเฉพาะ เช่น โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ปัจจุบันถ้าเป็นตั้งแต่เด็ก ก็จะสรุปว่าเป็นโรคที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ การแพทย์ปัจจุบันและอนาคตที่ยังไม่อาจเชื่อมโยงเหตุผลระหว่างรูปกับนามได้ ก็จะมีที่สุดแค่ตรงนี้ เอะอะอะไรบอกว่ามาจากพ่อแม่ไว้ก่อน สุดทางที่จะสืบสาวต่อให้ไกลได้ยิ่งกว่านั้น แล้วเมื่อไม่พบความผิดที่พ่อแม่ ก็จะพยายามยัดเยียดความผิดให้ปู่ ย่า ตา ยายเป็นอันดับต่อไป
ส่วนใหญ่โรคนี้ พอโตแล้วผิวหนังจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็จะมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่หายขาดไปทั้งชีวิต เท่าที่แพทย์จะแนะนำได้คือให้ดูแลสภาพแวดล้อมให้ดี ให้สะอาด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม อาหาร การออกกำลัง ตลอดจนหลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี นอกจากนั้นเหล่าแพทย์ทางเลือกก็อาจมีวิธีบำรุงผิว เท่าที่ได้ยินก็เช่นให้กินอาหารเสริมอย่างเห็ดหลินจือ (ผมก็ไม่ทราบว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไรนะครับ ได้ยินมาอย่างนี้ก็เล่าๆสู่กันฟังเท่านั้นเอง)
สำหรับสาเหตุฝ่ายนาม ก็ต้องมองว่าร่างกายนี้ของพวกเราคือวิบากจากกรรมเก่า กรรมในอดีตเป็นอย่างไร ร่างกายนี้ก็ถือกำเนิดขึ้นมาสอดคล้องกับกรรมนั้นๆ
ความเป็นคนผิวบาง อ่อนไหวง่ายกับสิ่งแวดล้อม เป็นไปได้ว่าอาจเกิดขึ้นจากกรรมต่างๆดังนี้
๑) เคยมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยุต่ำ ข้อนี้ขอให้อ่านดีๆนะครับ ผมพูดถึงคนมีความคิดดีเป็นพื้นฐาน เช่นตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักษาศีลให้ได้ แต่ทำไปทำมา พอถูกคนที่อยู่แวดล้อมดูดกลืน หรือถูกสถานการณ์กระทบเพียงเล็กน้อย ไม่ได้มีการบีบคั้นมากมาย ก็ปล่อยใจเลยตามเลยง่ายๆ อีกนัยหนึ่งคือใจอ่อนต่อราคะและโทสะ โดยเฉพาะที่กรรมที่เจือด้วยโทสะนั้น จะมีผลกับเรื่องของผิวหนังเป็นพิเศษ คือวิบากมักทำให้เป็นคนมีผิวบาง ถูกกระทบนิดหน่อยก็เกิดแผลเป็น หรือแพ้สิ่งแวดล้อมง่าย หรือทั้งสองอย่าง ราวกับร่างกายป้องกันความปลอดภัยให้ตัวเองไม่ค่อยได้ วิบากทำนองนี้สะท้อนว่าจิตสร้างภพอย่างไร กายก็ก่อรูปขึ้นตามนั้น
๒) เคยแกล้งเพื่อนหรือญาติเอาสนุกด้วยของหาง่ายและไม่อันตรายมากนัก เช่นเอาหมามุ่ยโรยที่นั่งชาวบ้านเป็นประจำ หรือคึกคะนองขนาดโปรยไปในอากาศแบบตั้งใจให้เกิดผลกับเพื่อนๆหลายคน ทำแล้วนึกปลื้ม นึกสะใจอย่างแรง อันนี้ก็อาจมีผลเป็นผิวแพ้ง่ายและแสบคันรุนแรง ส่วนจะเป็นช่วงเด็กหรือเป็นทั้งชีวิตก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอันเป็นตัวคูณต่างๆในการแกล้ง เช่นจำนวนคนที่ได้รับผลจากการกลั่นแกล้ง น้ำหนักความสะใจ ความถี่บ่อย มีความสำนึกผิดบ้างหรือไม่ ถ้ามีแต่ปัจจัยลบอย่างเดียว ก็มักเกิดภูมิแพ้นาน วิบากทำนองนี้สะท้อนว่ากรรมแม้ทำเล่นเหมือนเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย ถ้าหากก่อความเดือดร้อนกับคนจำนวนมาก รวมทั้งมีองค์ประกอบเช่นความสะใจแรงๆมาผสม ก็บันดาลผลให้เห็นทันตาในชาติปัจจุบัน แต่ถ้าแกล้งด้วยความคึกคะนองชั่วแล่นแบบเด็กๆ ก็อาจยกยอดไปส่งผลแบบรวบยอดในอัตภาพใหม่ (เพราะบุญเก่าอาจรักษาไว้ให้วัยเด็กมีผิวดีอยู่) สำหรับอุปกรณ์แกล้งเช่นหมามุ่ยที่ไม่ก่อความเดือดร้อนยืดเยื้อยาวนาน ก็จะให้ผลแค่ช่วงเป็นเด็กเช่นกัน เราจึงมักพบว่าเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังมักโตขึ้นแล้วหายกันราวๆ ๘ ใน ๑๐
๓) เคยลอบวางยาพิษ สำหรับยาพิษก็มีสารพัดประเภท ในที่นี้หมายเอายาพิษที่เกี่ยวกับเรื่องของผิวหนังโดยตรง ถ้าเป็นขึ้นมาจะรักษายากและอาจมีอาการกำเริบที่น่ากลัวกว่าพวกแรก เช่นต้องนอนในตู้พิเศษตั้งแต่ยังเล็ก เดินออกไปไหนมาไหนต้องมีอะไรคลุมทั้งตัวนี่ก็สะท้อนว่าเคยทำมาหนักเอาการ อย่างพวกนักวิทยาศาสตร์ที่คิดประดิษฐ์และทดลองอาวุธชีวภาพกับสัตว์หรือคนจริง จะได้รับผลที่โหดร้าย ทรมานทรกรรมเกินจินตนาการ จะหนักเบาเพียงใดหรือพิสดารพันลึกขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับน้ำหนักเจตนาและความวิจิตรของยาพิษที่คิดได้
สำหรับแนวทางในการแก้ไขให้หายขาดคงยาก ต้องดูเป็นกรณีไป เพราะถ้าเป็นโรคเกี่ยวกับผิวหนังมักหมายถึงวิบากที่ห่อหุ้มตัวอยู่อย่างหนักแน่นมั่นคง ไม่ใช่เอาชนะกันง่ายๆแบบปวดหัวตัวร้อน แต่สิ่งหนึ่งที่พอช่วยคือถ้าคุณตั้งใจถือศีลแล้วสามารถรักษาให้ได้เกินคนธรรมดา เช่นแม้แต่ใจก็ไม่ปล่อยให้คิดเลยเถิด ปกป้องไว้ให้บริสุทธิ์และแข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ แม้มีเรื่องบีบคั้นอย่างหนักก็ไม่วอกแวก อันนั้นก็มีส่วนให้ผิวหนังแข็งแรงขึ้น ยิ่งถ้าต่อยอดเป็นการทำสมาธิ และสำเร็จสมาธิขั้นสูง ก็ยิ่งช่วยให้เห็นผลเร็ว (เรื่องผิวหนังแข็งแรงขึ้นเพราะสมาธินี้ วิทยาศาสตร์มีหลักฐานและอธิบายได้ชัดเจน)
การออกกำลังกายและการกินผัก ผลไม้ ซึ่งล้วนมีส่วนเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ก็มีส่วนโดยตรงและอาจเห็นผลเร็วกว่าประกอบเหตุทางนามธรรมด้วยนะครับ ขอให้เข้าใจว่ากายอันเป็นวิบากเก่านี้ เราดัดแปลงมันไม่ได้ถึงรากเซลล์ก็จริง ทว่าอาศัยโอกาสที่ธรรมชาติให้ไว้ บริหารมันให้แข็งแรงขึ้น ก็ลดความทุกข์และความเปราะบางลงได้มากโข
หากกรรมเก่าไม่หนักหนา ก็อาจหายง่ายทั้งที่ยังไม่พยายามรักษาสักเท่าไหร่ แค่ดูแลความสะอาดรอบตัวนิดหน่อย ขณะที่บางคนถ้ากรรมเก่าหนักนัก รักษาอย่างไร ถือศีลทำสมาธิแค่ไหนก็ไม่ได้ผล แต่แค่ทุเลาลงเพราะฝีมือเราที่หมั่นประกอบบุญใหม่ ก็นับว่าดีพอ สมศักยภาพมนุษย์แล้วมิใช่หรือ?
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:13 |
|
|
| usa พิมพ์ว่า: | อยากทราบว่าขณะคนหลับสนิทโดยไม่ฝัน หรือ คนที่ถูกวางยาสลบเพื่อผ่าตัด เมื่อตื่นหรือรู้สึกตัว จดจำอะไรในขณะนั้นไม่ได้เลย จิตในขณะนั้นอยู่ในสภาพอย่างไร  |
อยู่ในสภาพภวังค์ครับ
เรียกว่าภวังคจิต
เป็นจิตพื้นฐานที่ต้องมี ตราบเท่าที่ยังไม่เข้าสู่นิพพาน
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:13 |
|
|
| Anonymous พิมพ์ว่า: | เรียน คุณดังตฤณฯ
เป็นแฟนรายการทั้งหนังสือและงานเขียนทางInternet เป็นประจำ มีอยากถามว่าทำบุญอะไรถึงได้เกิดมากเป็นผู้คุม เคยคิดว่าตัวเองอาจต้องมาชดใช้กรรมหนัก ๆ อะไรซักอย่าง แต่เมื่อมองเห็นผู้ต้องขังก็มองว่าตัวเองดีกว่าเขา ได้อ่านที่คุณเขียนก็ดีใจว่าเกิดมาได้ช่วยคนอื่นไม่เสียชาติเกิด |
ออกแนวนิรยบาลนั่นแหละครับ
เคยคุมขังหรือทำโทษคน
ก็จะอยู่ในภพของการคุมขังและทำโทษต่อไป
ลองอ่าน เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เกี่ยวกับกรรมที่ทำให้เป็นนิรยบาล ดูนะครับ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:13 |
|
|
ถาม ไม่ว่าจะทำงานหรือทำอะไรก็ตาม จะอยากทำให้เสร็จๆไป และยิ่งนั่งสมาธิก็เหมือนยิ่งเร่งเวลาให้สงบหรือให้จบๆไปครั้งหนึ่ง ไม่อยากนั่งนาน นี่เป็นเพราะนิสัยใจร้อนใช่ไหมคะที่ทำให้การปฏิบัติสมาธิไม่ก้าวหน้า ขอคำแนะนำเพื่อลดอาการใจร้อน กระวนกระวายในทุกๆเรื่องด้วยค่ะ
ความใจร้อนในคนส่วนใหญ่มักเป็นนิสัยติดตัวข้ามภพข้ามชาติ ถ้าคุณคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง นั่นอาจหมายถึงการเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่ อาศัยอัตภาพมนุษย์นี้กำหนดชะตาและความทุกข์ความสุขของตัวเองแบบหักมุมกันในระดับข้ามภพข้ามชาติ เพราะฉะนั้นอย่าหวังว่าจะได้คำแนะนำประมาณปีนต้นมะพร้าวเตี้ยๆไปเด็ดผลของมัน แต่จงเตรียมใจไว้ประมาณปีนเขาไปเก็บธงชัยมาครอง
ต้องวงเล็บไว้หน่อยนะครับ ปีนเขานั้นเหนื่อยก็จริง ต้องฝืนหนีแรงดึงดูดมากก็จริง แต่ใช้เวลาไม่กี่วันหรอก ขนาดยอดเขาสูงที่สุดในโลก ๘,๘๔๘ เมตร เช่นเอเวอเรสต์ ยังมีมนุษย์ความเพียรสูงอย่าง เพมบา ดอร์จี เชอร์ป้า ทำสถิติพิชิตได้ภายใน ๘ ชั่วโมงกับสิบนาทีเท่านั้น! (สถิตินี้เพิ่งทำได้เมื่อปี ๒๐๐๔ ถ้าย้อนกลับไปเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว เอาแค่ ๒๒ ชั่วโมงครึ่งก็เป็นสถิติโลกที่น่าอัศจรรย์เต็มที)
คุณไม่จำเป็นต้องปีนเขาเพื่อเอาสถิติเร็วสูงสุดระดับได้ลงกินเนสบุ๊ก แต่ขอเพียงมีความเพียรพอ ก็ต้องคว้าชัยภายในชีวิตนี้ได้แน่ ไม่ว่าจะเพียรเพื่อเอาอะไร นับตั้งแต่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น นิสัยใจคอใหม่ๆ ตลอดจนกระทั่งมรรคผลนิพพาน อัตภาพมนุษย์เพียงหนึ่งเดียวเอื้อให้เป็นไปได้หมด
พูดเสียยาวเพื่อเป็นกำลังใจนะครับ เพราะทราบดีว่าคุณจะต้องเผชิญเรื่องยากอีกไม่น้อย ก่อนอื่นใดต้องเข้าใจว่านิสัยใจร้อนมีมูลมาจากความเป็นพวกโทสะจริต ความใจร้อนไม่ได้ทำให้คุณฟุ้งซ่านเก่งอย่างเดียว แต่ยังโกรธง่ายหายยากอีกด้วย เรื่องหงุดหงิดเล็กๆอาจทำให้พาลพาโล เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด แบบนี้โอกาสจะมีวันว่างจากโทสะ เป็นสุขสงบกับชีวิตมนุษย์นั้น หาได้ยากเต็มที
เมื่อรู้มูลเหตุว่ามาจากโทสะ ก็ดิ่งเข้าไปแก้ไขกันที่ปมนั้นแหละ คู่ปรับของโทสะคือเมตตา หากคุณฝึกที่จะเป็นคนมีเมตตาได้ โทสะก็จะเบาลง เมื่อโทสะเบาลงและมีความเยือกเย็นมากขึ้น ก็เท่ากับคุณมีอาวุธชั้นดีที่จะไปจัดการกับความใจร้อนเรื่องงานและเรื่องสมาธิได้ง่าย
นับแต่วันนี้ ส่องสำรวจเข้ามาในใจเลยครับ คิดอย่างไร พูดอย่างไร ทำอย่างไร แล้วทำให้กระแสเมตตาเพิ่มขึ้น แต่ละครั้งที่กระแสเมตตาเอ่อขึ้นนิดหน่อย ให้มองว่านั่นแหละคือการปีนเขาแต่ละก้าว แต่ละกระดืบ ตอนที่อยู่กลางๆเขา คุณจะรู้สึกถึงอากาศที่โปร่งเบาขึ้น หายใจโล่งขึ้น ชีวิตมีความสดชื่นขึ้น และเห็นอะไรด้วยหูตากว้างขวางขึ้นกว่าเดิม
ถ้ายังไม่แน่ใจว่ากรรมอันเป็นปัจจัยให้เกิดเมตตามีอะไรบ้าง ผมก็จะขอลิสต์เป็นข้อๆเพื่อความสะดวก เรียงลำดับจากง่ายไปหายากเลยนะครับ
๑) ในทางมโนกรรมแบบแรก ให้หาบุคคลอันเป็นแรงบันดาลใจของความสงบ ความมีเมตตา สำหรับส่วนตัวของผมจะได้แก่หลวงปู่ขาว อนาลโย เพียงแค่เห็นภาพของท่านวูบแรก ก็ใช้เป็นที่ตั้งของความระลึกถึงเมตตาทันที อันนี้เป็นส่วนตัว ใครจะหาแรงบันดาลใจเป็นบุคคลจริงที่ไหนก็ได้ หรือจะเป็นเพียงพระปฏิมาที่สุกอร่าม เห็นแล้วคุณจำเป็นที่ตั้งของความรู้สึกเมตตาไหนๆก็ไม่ผิดกติกา เมื่อได้ภาพจำอันเป็นแรงบันดาลใจได้แล้ว ก็หมั่นนึกถึงบ่อยๆ อาจจัดเวลาเป็นช่วงประจำเช้าเย็น สวดมนต์ไหว้พระ มองรูปของท่านนั้นๆที่คุณตั้งไว้ให้เห็นง่ายบนหิ้งพระ อาจมองรอยยิ้มแล้วยิ้มเหมือนท่านก็ได้ กระแสเมตตาอันเป็นความจริงในท่านจะค่อยๆซึมผ่านเข้าสู่จิตใจที่เปิดรับของคุณทีละเล็กทีละน้อย แต่ให้ผลใหญ่และค่อนข้างหนักแน่น เพราะความเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์จะมีส่วนขยายผล ดลใจผู้นอบน้อมเคารพให้กลับสงบเย็นลงได้เร็ว (โดยเฉพาะหลวงปู่ขาวนั้น ท่านเล่าว่าเดิมเป็นพวกโมโหร้าย โกรธง่าย แต่พอปฏิบัติธรรมแล้วก็พลิกกลับมาเป็นขั้วตรงข้ามได้อย่างนี้ ซึ่งก็น่าดูไว้เป็นแบบอย่างตามหลักธรรมชาติ ที่สุดขั้วด้านหนึ่ง เมื่อพลิกกลับมาอีกด้าน ก็ย่อมสุดขั้วในฝั่งตรงข้ามเช่นกัน)
๒) ในทางมโนกรรมแบบที่สอง ขอให้ฝึกดูทุกครั้งเมื่อโกรธ พวกใจร้อนจะโกรธง่ายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นระหว่างวันยิ่งโกรธบ่อยเท่าไหร่ยิ่งดีครับ หากเท่าทันได้ว่าไฟโกรธหรือควันของความหงุดหงิดเริ่มคลุ้งขึ้นมาทางหูทางตา ให้สังเกตง่ายๆว่าลมหายใจขณะนั้นหยุดอยู่ หรือเข้าออกได้แค่ตื้นๆสั้นๆ เพียงสังเกตที่ลมหายใจ คุณจะพบความผิดปกติ และจะกลับคืนสติ ลากลมหายใจยาวขึ้น ทำให้ใจเย็นลงนิดหนึ่งทันที เมื่อทราบว่าใจเย็นลงบ้าง ขอให้กำหนดสติดู ว่าความแตกต่างระหว่างขณะเบลอ ไม่รู้เรื่องรู้ราวตอนโกรธนั้น ผิดกันแค่ไหนกับตอนมีสติ เมื่อฝึกจนคุ้น คุณจะเห็นโทสะเป็นเพียงกำแพงไฟบังใจไม่ให้เห็นอะไรเลย แล้วจิตจะเริ่มฉลาด ข้ามผ่านกำแพงไฟ และรับรู้ถึงภาวะที่หูตากลับดีอย่างรวดเร็วกับทั้งง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ
๓) ในทางวจีกรรมแบบแรก ขอให้สังเกตว่าก่อนพูดตามปกตินั้น คุณขยับปากด้วยแรงดีดของใจที่เร่งร้อน หรือว่าปากเริ่มขยับออกมาจากใจที่เย็น หากเป็นอย่างหลัง คุณจะรู้สึกว่าตัวเองมีสติในการพูดที่แตกต่างไปจากเดิม กล่าวคือก่อนขยับปาก ความรู้สึกจะเย็นที่กลางอกก่อน และเมื่อขยับปาก จังหวะของการขยับจะช้าลง ถ้อยคำจะเปล่งชัดขึ้น ระวังดีๆ ผมไม่ได้ยุให้คุณแกล้งทำเสียงเย็นหรือพูดจานิ่มนวลเป็นตรงข้ามกับความกระด้างทางใจ แต่ผมให้คุณสำรวจใจตัวเองก่อนว่าเย็นก่อนพูด หรือพูดออกมาจากความร้อนใจ ถ้าหากสังเกตได้ไม่นาน ก็จะเกิดความเคยชิน แล้วกลายเป็นนิสัยในการพูดแบบเย็นจริงจากใจอย่างถาวร
๔) ในทางวจีกรรมแบบที่สอง ขอให้สังเกตว่า เมื่อโกรธหรือหงุดหงิดขัดเคืองใครแล้วจำเป็นต้องพูดกับคนๆนั้น คุณเลือกใช้คำทิ่มตำเขา หรือเลือกคำที่จะทำให้เกิดความเข้าใจและการลงเอยดีๆ แน่นอนว่าตอนโกรธนั้นรู้ได้ยากว่าตัวเองเลือกพูดแบบไหน แต่หากกำลังสติที่สั่งสมจากข้อก่อนมีมากพอ คุณจะพบว่าไม่ยากนักที่จะเลือกพูดแบบให้เกิดความเข้าใจและการลงเอยดีๆ ถนอมน้ำใจกัน
๕) ในทางกายกรรมแบบแรก ขอให้สังเกตว่าเมื่อคุณโกรธ กิริยาของคุณออกไปในทางหุนหันพลันแล่น หรือว่าออกไปในทางที่จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา อากัปกิริยาของคนเรามีความหมายกับใจเจ้าตัวโดยตรงนะครับ อย่าดูเบาไป ยิ่งเคลื่อนไหวแบบฉุบฉับโป้งป้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นตัวขยายผลความโกรธให้แรงขึ้นเท่านั้น ขอให้ฝึกที่จะเคลื่อนไหวให้ช้าลงในขณะโกรธ และสำรวจให้ดีว่ามีส่วนไหนในร่างกายกำลังกำเกร็งบ้าง เมื่อรู้ว่าตรงไหนกำเกร็ง คุณจะพบว่าส่วนนั้นๆคลายลงทันทีหรือเกือบทันที และคุณต้องย้อนกลับไปสำรวจไล่เป็นส่วนๆอยู่เรื่อยๆทุกนาทีนะครับ นับแต่หัวลงมาถึงเท้าทีเดียว เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานตรวจสอบอัตโนมัติเป็นระยะ จนกว่าจะเห็นชัดเจนว่าทุกอย่างสงบราบคาบ ไม่มีความกำเกร็งตรงไหนแน่ๆแล้ว
๖) ในทางกายกรรมแบบที่สอง คราวนี้คือคำตอบของคำถามเสียที หากฝึกมาตามลำดับเป็นข้อๆดังกล่าวแล้วข้างต้น คุณจะรู้สึกว่าใจเย็นและสงบลงกว่าแต่ก่อน ตรงนั้นแหละให้ดูวิธีทำงานของตัวเอง คุณสามารถกำหนดให้ตัวเองทำงานอย่างรวดเร็วกระฉับกระเฉง แต่ขณะเดียวกันก็สามารถย้อนกลับมารู้สึกถึงความเย็นที่ใจได้ตลอดเวลา คือสลับไปสลับมาระหว่างเคลื่อนไหวมือไม้ กับสลับมาดูที่ความเย็นนิ่งของใจเป็นระยะๆนะครับ การฝึกสั่งสมเมตตาบารมีตามลำดับขั้นจากง่ายขึ้นมาหายากนั้น เมื่อถูกต้องดีแล้ว จะเกิดความรู้สึกเชื่อมั่นและศรัทธาในความเย็นของใจตนเอง และคุณจะเกิดความหนักแน่นมากขึ้นจนเหมือนมีกลุ่มน้ำใหญ่ที่เย็นสนิทคอยดับไฟร้ายได้ทุกขนาด
และตรงจุดของความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คุณจะรู้สึกว่าเมื่อลงนั่งสมาธิ จะเหมือนมีสมาธิขึ้นมาก่อนต้องกำหนดบีบบังคับ เมื่อไม่ต้องบีบบังคับใจย่อมสบายและตั้งมั่นง่าย กับทั้งไม่อยากรีบออกจากสมาธิไปเอง
ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ อ่านดูเหมือนง่าย แต่บอกแล้วว่าไม่ง่าย และบอกแล้วด้วยว่าสำเร็จเร็วถ้าเพียรพยายามเอาจริง
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:14 |
|
|
| pravitty@thaimail.com พิมพ์ว่า: | เป็นหมอครับชอบกรรมพยากรณ์มาก เนื่องจากพบโรคต่างๆทุกวันเลยอยากให้เล่ม ๓เกียวกับการเจ็บป่วยที่เป็นในเด็ก ผู้ใหญ่หรือคนที่รักการพลัดพรากจากโรคที่อฺธิบายไม่ได้ ความทรมานจากความประมาทในช่วงต้นชีวิตที่มาเป็นโรคตอนชราเพราะพบได้มาก ถ้าคุณดังตฤนอยากรู้พื้นฐานเรื่องโรคหรือความทรมานของผู้ป่วยเมล์มาได้เลยครับ
ที่อยากให้เขียนเพราะ ที่พบมาโดยเฉพาะหนุ่มสาวมักประมาทเรื่องอุบัติเหตุ คนสูงอายุที่เป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หายแต่ตายก็ไม่ได้ เช่นโรคไตวายเพราะพอป่วยแล้วจะไม่สามารถไปวัดหรือปฏิบัติธรรมได้เนื่องจากสภาพร่างกายและค่ารักษาพยาบาลอัมพาตไม่รู้เรื่องนอนอย่างเดียวเป็นปีๆ เหมือนตกนรกตั้งแต่ยังมีชีวิต |
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำและจะน้อมรับไว้ดูความเป็นไปได้ที่จะเขียนถึงครับคุณหมอ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:14 |
|
|
| หมูน้อย พิมพ์ว่า: |
สวัสดีครับพี่ดังตฤณ
คนที่ไม่แคร์ความรู้สึกคนอื่น ไม่สนใจคนอื่น แต่สร้างความลำบากใจ เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบคนรอบข้าง โดยที่เขาก็ไม่นึกถึง ไม่เจตนา แต่เขากลับได้รับลาภ ยศ โดยที่ไม่สนด้วยซ้ำว่าใครช่วยเขาบ้าง อยากทราบว่าเขาจะได้รับกรรมแบบไหนครับ แล้วทำไมเราต้องมาช่วยเขาด้วยเนี่ย |
เหตุที่ได้ลาภยศนั้น ไม่ใช่ความลืมตัว ไม่ใช่จิตใจเนรคุณ
ลาภได้มาเพราะเคยเป็นผู้ให้ลาภ
ยศได้มาเพราะความรู้ความสามารถ
แต่ลาภย่อมเสื่อมเร็วเพราะเคยให้ไว้น้อย ให้ด้วยใจที่ไม่เป็นกุศลเต็มที่
หรือลาภพินาศเร็วด้วยการเคยเป็นผู้เคยขโมย เคยทำลายทรัพย์คนอื่น
ส่วนยศนั้นเสื่อมเร็วถ้าความรู้ความสามารถไม่เหมาะจริง
หรือมีแต่ภาพหลอก หรือไม่มีความใกล้ชิดกับผู้มีบารมีปกป้อง
หรือเป็นผู้ลืมคุณคน ไม่ทำนุบำรุงพ่อแม่ ไม่ทำนุบำรุงผู้เคยมีบุญคุณ
ตอนถามคำถามนี้ คุณอาจมองเห็นแต่ด้านร้ายที่เขาทำกับคุณ
ภาพด้านร้ายเก่าๆย่อมให้ความรู้สึกไม่สมเหตุสมผลเมื่อเห็นเขาได้ดีในวันนี้
แต่วิถีชีวิตมีความซับซ้อน
ถ้าของเก่าเขาทำมาดีจริงและไม่มีเหตุขัดแทรกในเร็ววัน
คุณก็อาจต้องทนเห็นความปรากฏที่เหมือนไม่สมเหตุสมผลนี้ค่อนข้างนาน
แต่ถ้าของเก่าเขาน้อย แถมยังเป็นผู้ไม่สำนึกคุณคน
คุณก็อาจได้สมน้ำหน้าเขาในเร็ววัน
ข่าวไม่ดีคือทั้งสองความเป็นไปได้นั้น ทำให้คุณจิตตก เป็นอกุศลทั้งคู่
ถ้าจะรักษาตัวรอดหรือดีกว่านั้นคือเอาบุญเข้าตัว
ก็ให้มีมุทิตาจิต เห็นเขาเจริญก็ทำใจสบายๆ ยิ้มๆไปกับความเจริญของเขา
เป็นเรื่องของเขา เป็นเส้นทางโคจรของเขา ไม่เกี่ยวกับทางโคจรของคุณ
แง่ที่ว่าทำไมคุณต้องมาช่วยเขา
ก็ต้องสำรวจเข้ามาที่จิตใจตัวเอง
หากคุณไม่หวังอะไรอื่นมากไปกว่าอยากเห็นเขาได้ดีอย่างจริงใจ
นั่นก็อาจสะท้อนครับ เขาอาจเคยเป็นลูก เป็นน้อง
หรือเป็นเจ้านายที่เคยอุปการะคุณมาก่อน
ใจคุณถึงนึกอยากเกื้อกูล
ในความจำไม่ได้ ถ้าคิดแค่ให้
วันหนึ่งคุณก็จะเป็นผู้ได้รับอย่างแน่นอนครับ
อย่าคิดเสียดาย อย่าคิดอยากย้อนเวลากลับไปเอาความช่วยเหลือคืนเลย
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:14 |
|
|
| น้ำค้าง พิมพ์ว่า: | ดีใจจังเลยค่ะที่ได้อ่านหนังสือของพี่ตุลย์
ขอบคุณนะคะที่เขียนหนังสือดี ๆ ให้พวกเราอ่านกัน
หนังสือของพี่ตุลย์เป็นแรงบันดาลใจที่ดีมาก ๆ ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองค่ะ |
พี่ก็ดีใจที่ได้ยินว่าน้ำค้างเปลี่ยนแปลงตัวเองครับ
ต่อให้ดีอยู่แล้วแค่ไหน ทุกคนก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้อีก
เพราะการสั่งสมบุญ ย่อมต่อยอดบุญ และยกระดับความดีให้สูงยิ่งๆขึ้นเสมอ
ไม่มีใครได้รับวิบากเป็นทุกข์จากการทำบุญอย่างแน่นอน
มีแต่จะย้อนขอบคุณตัวเองที่สั่งสมความสว่างไว้กำจัดความมืด
ในทุกย่างก้าวที่เดินต่อไปในถ้ำแห่งการเวียนเกิดเวียนตายนี้
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:14 |
|
|
| ศูนย์หนึ่ง พิมพ์ว่า: | | กรรมอะไรทำให้มีลูกยาก แต่งงานมาหลายปีพร้อมที่จะมีลูกเพื่อทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น ที่ผ่านมาถือว่าชีวิตมีความสุขเป็นส่วนใหญ่ เรียนเก่ง ได้งานดี ได้คู่ชีวิตที่ดี แต่กลับชะงักเพราะไม่มีลูกอย่างที่หวัง แต่บางครั้งกลับรู้สึกว่ามีอะไรบันดาลให้เป็นจุดเริ่มต้นสนใจศึกษาธรรมะเพื่อหาคำตอบว่าเกิดมาทำไม |
ในอดีตอาจเป็นเจ้าของหมาแมว ไม่อยากให้มันมีลูกเพิ่ม ก็ทำหมันพวกมัน หากทำบ่อย ทำทุกตัว พูดง่ายๆสนุกกับการตอนสัตว์ ก็ส่งผลให้ชาติถัดๆมามีลูกยากได้ครับ โดยเฉพาะถ้าเคยเป็นสัตวแพทย์ซึ่งต้องทำหมันสัตว์บ่อยมาก ผลก็จะยิ่งทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว
ถ้าทำหมันให้ตัวเอง หรือแนะนำให้ญาติทำหมันเพื่อป้องกันการกำเนิดบุตรมากจนเกินแบกรับภาระ อย่างนี้ไม่เป็นไร แต่ประเภทบังคับขู่เข็ญไม่ให้ใครมีลูก บัญชาให้เขาทำหมันเพราะเหตุผลส่วนตัว เขาไม่สมัครใจ อย่างนี้ก็มีวิบากให้ชาติของความเป็นมนุษย์ครั้งถัดไปมีลูกยากได้เช่นกัน
สำหรับการทำหมันสัตว์เลี้ยงเพียงตัวเดียว ด้วยเหตุผลว่ามันออกลูกมามากแล้ว ไม่ควรมีภาระอีกแล้วทั้งมันและทั้งตัวเราเอง อย่างนี้จะไม่ถึงกับทำให้มีลูกยากนักในชาติถัดมา เพียงแต่อาจช้าบ้าง
อีกประการหนึ่ง การทำหมันสัตว์นั้นมีหลายแบบ แบบที่ก่อความเจ็บปวดรุนแรงก็มี แบบไม่ทรมานก็มี เหล่านี้ก็จะเป็นตัวแปรให้เกิดผลข้างเคียงเช่นกัน หากทำให้สัตว์เจ็บปวดจากการทำหมัน ชาติถัดมาก็อาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศได้ ส่วนจะปัญหาอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่เรากระทำกับสัตว์เอาไว้ โดยมากการทรมานสัตว์จะมีผลให้ต้องไปเป็นสัตว์ถูกทรมานคืน
ส่วนวิธีที่จะมีลูก ขอแนะนำให้พึ่งวิทยาการจะมีหวังกว่าทางอื่นครับ จากที่คุณเล่ามาก็น่าจะมีฐานะดี ไม่มีปัญหาถ้าจะทำกิฟต์ หากวิบากไม่หนักหนาจริงก็ควรมีสิทธิ์ แต่ผมคิดว่าก่อนมาถามทางนี้คงเคยลองมาบ้าง เท่าที่ทราบบางคนทำกิฟต์หลายครั้งก็ยังไม่ติด นี่ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นได้อย่างหนึ่ง ว่าการทำเหตุฝ่ายรูปธรรมอย่างเดียวไม่เป็นประกันว่าจะให้กำเนิดทารกได้ หากขาดเหตุฝ่ายนาม พยายามให้ตายก็ไม่มีสิทธิ์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าหากวิญญาณไม่หยั่งลงในครรภ์มารดาเสียแล้ว นามรูป (ภาวะที่พร้อมเติบโตขึ้นเป็นกายเป็นใจมนุษย์) ก็เกิดขึ้นไม่ได้
หากปรารถนาจะใช้ทางลัดกันจริงๆ ไม่มีวิธีอื่นเป็นทางเลือกแล้ว ก็แนะนำให้ทั้งสามีและภรรยารักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์อย่างน้อยหนึ่งปี แล้วเอาสัจจะความจริงที่ได้บำเพ็ญศีลบารมีมาครบหนึ่งปีนี้ จงเป็นปัจจัยเปิดทางให้ผู้มีบุญ ผู้ไม่มีอุปสรรคในการเกิด จงได้มาบำเพ็ญบุญต่อร่วมกัน
ต้องอธิษฐานหลังจากถือศีลมาได้ครบปีนะครับ อธิษฐานแบบเปล่งวาจาพร้อมกัน อาจคิดบทพูดเอาเอง แต่ให้อยู่ในขอบเขตประมาณนี้แหละ สวดมนต์ไหว้พระเสียก่อน และอธิษฐานหลังสวดมนต์ให้ครบเดือน คิดว่าน่าจะมีเค้าบ้าง
แต่ขอบอกไว้ล่วงหน้าคือลูกอาจเกิดมาเอาแต่ใจสักนิดหนึ่งในช่วงต้นชีวิต และมีความเป็นไปได้ว่าวิธีได้ลูกอย่างไม่เป็นธรรมชาติแบบนี้ (คือปกติคุณจะไม่ได้มีลูก ไม่ได้มีเขา) อาจดึงเอาผู้มีบุญที่ไม่ได้มีกรรมสัมพันธ์กับคุณอย่างแน่นแฟ้นมาเกิด แต่ที่แน่นอนคือถ้าเลี้ยงให้ดี ป้อนศีลธรรมจรรยาให้แต่เล็ก เขาจะโตขึ้นเป็นผู้มีคุณแก่สังคมได้ครับ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |
ดังตฤณ Site Admin
|
เขียนเมื่อ: Thursday 08 Sep 2005 12:14 |
|
|
| แพรชมพู พิมพ์ว่า: | | วันนี้ไม่ได้มีคำถามค่ะ แพรมาขอบคุณค่ะ ... เมื่อกี้แพรเพิ่งอ่านกรรมพยากรณ์ 2 จบ เล่มนี้ต่างจากผลงานทุกเล่มของพี่ เพราะเมื่อแพรอ่านจบ แพรร้องไห้สะอื้นเลย ด้วยสำนึกถึงบุญคุณของกรรมดีของตัวเองในอดีต ที่ส่งผลให้มีภพภูมิที่ดีในปัจจุบัน และละอายใจที่เรายังไม่ดีพอให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ขอบคุณมากค่ะ |
พี่ขอให้แพรมีความสุขกับบุญที่ค่อยๆสั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆทุกวันนะครับ
วันหนึ่งเราจะไม่เสียใจเลยที่เข้ามาทางนี้
เพราะพบว่าที่ปลายทางนั้น ปราศจากทุกข์เท่ายองใย
และเราก็จะก้าวเดินได้ด้วยความรู้สึกมั่นคงมากขึ้นเรื่อยๆด้วย
ตราบเท่าที่เราเห็นความขาวของกรรมตัวเองขยายวงกว้างอย่างน่าชื่นใจ
|
|
| ขึ้นไปข้างบน |
|
 |